วัดจูซนจิตั้งอยู่บนเนินเขาที่ชื่อว่า “คังซัง” จึงมักถูกเรียกว่า “วัดคังซัง จูซนจิ” ตามบันทึกของวัด กล่าวไว้ว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นในปีค.ศ.850 โดยเอนนิน (จิคาคุ ไดชิ) พระผู้ที่เกี่ยวข้องกับวัดอารามใหญ่เอนเรียคุจิและเจ้าอาวาสคนที่สามของนิกายเทงได เอนนินยังเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในผู้จดบันทึกประวัติการเดินทางท่องเที่ยวและการเรียนรู้พุทธศาสนาของตนเองในทวีปที่ยอดเยี่ยมที่สุดอีกด้วย
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 11 คิโยฮิระ ลอร์ดคนแรกแห่งโอชู ฟุจิวาระ ได้เริ่มสร้างกลุ่มของวัดขนาดใหญ่อันประกอบด้วยอาคารและเจดีย์ขึ้นมาที่นี่ ตามอาสุมะ คากามิ (ประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการของโชกุนสมัยคามากุระ) กล่าวไว้ว่ามีอาคารและเจดีย์รวมกว่า 40 แห่งและนักบวชกว่า 300 รูป

คิโยฮิระตั้งใจจะให้วัดจูซนจิเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณผู้ตาย ทั้งของมิตรสหายและศัตรู ในช่วงที่มีความขัดแย้งอย่างมากในเขตโทโฮคุช่วงปลายศตวรรษที่ นอกจากนี้คิโยฮิระยังต้องการสร้างอนุสรณ์สันติภาพตามหลักพุทธศาสนาด้วย
ในการกล่าวคำมั่นเพื่ออุทิศให้วัดจูซนจิ หรือกันมง คิโยฮิระเขียนไว้ว่า ผู้ที่ท่องเที่ยวผ่านมา จะได้รับคำอวยพรและการต้อนรับอย่างมีความผูกพันจากพระพุทธเจ้าโดยไม่คำนึกถึงสถานภาพ คุณความดีของวัดจูเซนจินี้จะถูกแจกจ่ายออกไปอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันแก่ทุกคนที่ต้องการมัน

โมโตฮิระ บุตรชายของคิโยฮิระได้สานต่อวิสัยทัศน์และความตั้งใจของบิดาโดยตั้งใจสร้างวัดอันยิ่งใหญ่ คือ วัดโมทสึจิขึ้น โดยวัดแห่งนี้สร้างเสร็จในสมัยของฮิเดฮิระ ซึ่งเป็นบุตรชายของเขา ฮิเดฮิระยังตั้งใจจะสร้างวัดมุเรียวโคอินด้วย วัดนี้อยู่ใกล้กับยานากิ โนะ โกโชะ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเขตปกครองเหนือคนหลายกลุ่ม ในเขตโทโฮคุที่ดูแลโดยโอชู ฟุจิวาระ
ตระกูลฮิราอิซุมิเจริญรุ่งเรืองมาเกือบหนึ่งร้อยปีท่ามกลางความสงบสุขและอุดมสมบูรณ์ แต่หลังจากนั้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 สภาเกียวโตและเรื่องฉุกเฉินที่เกิดขึ้นกับการปกครองของมินาโฒโตะ โนะ โยริโทโมะในคามาคุระได้ฉุดฮิราอิซุมิลงสู่ความวุ่นวายทางการเมือง
เมื่อมินาโมโ โนะ โยชิสึเนะ น้องชายและนายพลคนเดิมของโยริโทโมะ ต้องออกจากตำแหน่งแล้วลี้ภัยไปทางเหนือของฮิราซุมิ หลังจากถึงจุดที่จะลี้ภัยแล้ว ฮิเดฮิระ ผู้เป็นองครักษ์ได้ล้มป่วยและเสียชีวิต และยาสุฮิระ ทายาทของฮิเดฮิระ ไม่สามารถหรือไม่ต้องการให้โยชิสึเนะรับตำแหน่งและความกดดันต่อจากโยริโทโมะ จึงทำร้ายเขาจนเขาต้องฆ่าตัวตายในช่วงต้นปี 1189 อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ทำให้โยริโทโมะไม่พอใจ เขาจนโจมตียาสุฮิระจนนำไปสู่จุดสิ้นสุดของราชวงศ์โอชู ฟุจิวาระ

ชะตาของวัดจูซนจิเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในช่วงต่อมาซึ่งก็คือสมัยคามาคุระ ในปีค.ศ.1337 เกิดไฟไหม้ทั้งอาคารของวัด เจดีย์และสมบัติล้ำค่าต่างๆ อย่างไรก็ตามสมบัติล้ำค่าของชาติและมรดกทางวัฒนธรรมกว่า 3000 ชิ้นยังคงหลงเหลืออยู่ อาทิเช่น อาคารคงจิคิโด อาคารทองอมิตรพุทธซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ได้รับเลือกให้เป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศชิ้นแรก ความสำคัญของสมบัติในวัดจูซนจินี้คือสิ่งของเหล่านี้รวมกันเป็นชุดคอลเลคชั่นล้ำค่าของงานศิลปะหลากชนิด อาทิ งานแล็กเกอร์ งานไม้ งานโลหะ งานย้อมและงานด้านลายมือ ซึ่งล้วนแต่แสดงถึงความเป็นสุดยอดในงานศิลปะทางพุทธศาสนาสมัยเฮอันในซีกตะวันออกของญี่ปุ่นด้วย
เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคู่มือฉบับนี้จะมีคุณค่าต่อทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนวัดจูซนจิ และช่วยท่านให้สัมผัสประสบการณ์ทั้งความฝันของโอโช ฟุจิวาระ แห่งราชวงศ์ฮิราอิซุมิและพรของพระพุทธเจ้า